แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 6
1

ปฐมบทเกี่ยวกับว่านชักมดลูก
            หากในโลกของสมุนไพร่จะมีสมุนไพรที่เหมาะสำหับคนในแต่ละเพศ ทั้งบุรุษและสตรีแล้วนั้น เป็นที่ทราบดีกันว่าในบุรุษนั้นสมุนไพรส่วนมากก็จะเป็นสมุนไพรที่เรารู้จักกันดี เช่น ถั่งเช่า  กวาวเครือแดง  กระชายดำ ฯลฯ แต่หากเป็นสตรีแล้ว สมุนไพรที่เป็นสมุนไพรเฉพาะของผู้หญิงนั้น ส่วนมากจะเป็นสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งเป็นสารคล้ายกันกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิงเช่น กวาวเครือขาว รากสามสิบ เป็นต้น แต่สมุนไพรอีกจำพวกหนึ่งที่จะนำเสนอในวันนี้ก็คือ ว่านชักมดลูก ซึ่งก่อนที่เราจะมารับรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆของว่านชักมดลูกนั้น แรกเริ่มปฐมบทเราต้องมารับทราบกันก่อนว่าสมุนไพรชักมดลูกนั้นมีกี่ประเภทและอย่างที่เขานำมาทำเป็นยาสมุนไพรนั้น คือ ประเภทใด โดยในประเทศไทยนั้นเป็นถิ่นกำเนิดของว่านชักมดลูกดังนั้น เราจะพบว่านชักมดลูกวางขายกันมากมายทั้งขายแบบหัวสดและแบบฝากตากแห้ง แต่จากการสุ่มซื้อมาและสังเกตลักษณะและนำมาวิเคราะห์วิจัยพบว่า มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันเรียกว่า ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) และว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia) แต่ที่นิยมใช้ทำเป็นยาสมุนไพรสำหรับสุภาพผู้หญิง คือ ว่านชักมดลูกตัวเมีย เพราะมีสารออกฤทธิ์กลุ่มไฟโตเอสโตรเจน แถมยังมีพิษต่อตับไตและม้ามอีกด้วย มีรายงานว่ามีการพบพืชอย่างหนึ่งในเกาะบาหลีและเกาะชวา ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับว่านชักมดลูกจำพวกข้างต้น ของไทยเรา และยังมีประโยชน์คล้ายๆกันอีกด้วย ซึ่งพืชจำพวกนั้นมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma xanthorehiza โดยมีการนำไปวิจัยในต่างประเทศกันอย่างแพร่หลาย จึงมักเข้าใจกันสับสนว่าเป็นชนิดเดียวกับว่านชักมดลูกของไทยเรา แต่จากการวิจัยและทดสอบระหว่างว่านชักมดลูก 2 คุณสมบัตินี้ พบว่าแม้จะมีคุณสมบัติคล้ายๆกันแต่ก็มีสาระสำคัญคนละกลุ่มกัน ดังนั้นเมื่อมีการพูดถึงว่านชักมดลูกเราจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ว่านชักมดลูกที่แท้จริงที่มีคุณสมบัติและมีสารออกฤทธิ์ที่เป็นคุณสมบัติต่อสุภาพสตรีก็คือ ว่านชักมดลูกของไทย และต้องเป็นว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) เท่านั้น ซึ่งในบทความต่อๆไปหากผู้เขียนจะกล่าวถึงว่านชักมดลูก ก็จะหมายถึง ว่านชักมดลูกของไทยที่ใช้กันอยู่คือ ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) เท่านั้น

2

 
ไขข้อข้องใจ...ทำไมว่านชักมดลูกจึงเหมาะกับสตรี
            ในบรรดาสมุนไพรทั้งหมดทั้งมวลในโลกนี้พบว่าสมุนไพรส่วนใหญ่มักจะใช้ได้ทั้งบุรุษและสตรี แต่ก็มีสมุนไพรส่วนหนึ่งที่มีฤทธิ์ทางยาที่เหมาะสำหรับเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็มีอยู่หลายๆจำพวกที่เหมาะกับบุรุษ เช่น ถั่งเช่า , รากปลาไหลเผือก , กระเทียม ,โสมคน (โสมเกาหลี) ฯลฯ เมื่อมีสมุนไพรสำหรับบุรุษแล้ว ผู้หญิงก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกันเพราะมีสมุนไพรที่เหมาะสำหรับผู้หญิงเหมือนกัน อาทิเช่น ตังกุย เชลต์เบอร์รี่ , กวาวเครือขาว ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้หญิงก็คือ “ว่านชักมดลูก” ซึ่งหากฟังแค่ชื่อก็น่าจะเข้าใจกันแล้วว่าทำไม สมุนไพรว่านชักมดลูกนี้จึงเหมาะสมกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย (เพราะผู้ชายไม่มีมดลูกเหมือนสตรี) ซึ่งเหตุผลอันแท้จริงก็คือ ในว่านชักมดลูกมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ คือ สารกลุ่ม Diarylheptanoids ที่มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของสตรี เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งวงการแพทย์ต่างก็ยอมรับว่าสารไฟโตเอสโตรเจนนี้ มีประสิทธิภาพในการรักษาสุขภาพต่างๆ ของผู้หญิงได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ประโยชน์ของว่านชักมดลูกโดยมากจะเป็นประโยชน์สำหรับเพศผู้หญิงซึ่งเราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับคุณสมบัติของว่านชักมดลูกกัน โดยว่านชักมดลูกตามตำรายาไทยนั้น ใช้สำหรับการอยู่ไฟของผู้หญิงหลังคลอด โดยนำมาฝานแล้วต้มกับน้ำทั้งอาบทั้งกิน เพื่อช่วยเร่งให้มดลูกเข้าอู่และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น รวมถึงใช้รักษาอาการมดลูกอักเสบ ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน เยียวยาอาการประจำเดือนมาผิดปกติ แก้ตกขาว ขับน้ำคาวปลา และตามบันทึกตำรับยาแผนโบราณกล่าวว่า ว่านชักมดลูกมีสรรพคุณและปลอดภัยสำหรับสตรีมากกว่า กวาวเครือขาว ทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อกระชับ เสริมหน้าอก ลบรอยเหี่ยวย่น รักษาซีสต์ และบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ด้วย แต่ก็มีคุณสมบัติบางข้อของว่านชักมดลูกที่ระบุว่าใช้ในเพศชายได้ แต่น้อยมาก คือ เยียวยาอาการไส้เลื่อน ปวดเสียดลูกอัณฑะ เท่านั้น ส่วนประโยชน์ทางยาของว่านชักมดลูกนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ยังมีอีกเช่น ช่วยรักษาและบรรเทาอาการโรคริดสีดวงทวาร ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ช่วยลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ต่อต้านการอักเสบต่างๆโดยเฉพาะระบบประสาท เมื่อถามถึงความปลอดภัยของว่านชักมดลูกนั้นพบว่าได้ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเรื่องบัญชีหลักแห่งชาติ(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ให้ว่านชักมดลูกเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำหรับใช้เป็นยาผู้หญิงหลังคลอด(ยาต้ม รพ.)อีกด้วย จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ในระดับหนึ่ง ถึงเรื่องความปลอดภัยของว่านชักมดลูกโดยที่กล่าวมาหมดนี้จะเป็นได้ว่า ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรสำหรับผู้หญิงอย่างแท้จริง

Tags : ว่านชักมดลูก

3

 
ข้อควรรู้และควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูก
            ตามภูมิปัญญาของไทยเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรที่มีมาตั้งแต่ในอดีตนั้น หมอยาพื้นบ้านหรือหมอยาสมุนไพรพื้นเมืองในแต่ละถิ่นแต่ละชุมชนนั้น ล้วนแล้วแต่จะมีข้อจำกัดหรือข้อกำหนดในการใช้สมุนไพรประเภทต่างๆเสมอ เนื่องมาจากว่าในการใช้ตัวยาสมุนไพรคุณสมบัติต่างๆนั้น ล้วนจะมีผลกระทบกับสุขภาพของผู้ใช้แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ เมื่อมีการใช้ยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคแล้วใช้ว่าจะมีอาการที่พึงประสงค์ในทุกๆรายไป นั่นก็เพราะว่ามีข้อจำกัดเกี่ยวกับปัจจัยหลายๆด้าน เช่นว่า สุขภาพของผู้ใช้สมุนไพรในตอนนั้นเป็นปกติหรือไม่ หรือเมื่อใช้สมุนไพรไปแล้วได้ใช้ตามขนาดหรือเวลาที่ได้แนะนำหรือไม่ รวมถึงได้บริโภคของแสดงที่มีฤทธิ์ไปกดตัวยาสมุนไพรที่ใช้หรือเปล่า เหล่านี้คือข้อจำกัดในการใช้สมุนไพรซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ ในบทความนี้จึงจะขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูก ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วว่านชักมดลูกนี้ก็นับว่าเป็นสมุนไพรไทยที่คนไทยใช้กันมาเนิ่นนานแล้ว เป็นภูมิปัญญาของไทยที่สืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่นจนมาถึงปัจจุบัน เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการแปรรูปว่านชักมดลูกไปทำสมุนไพรในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น และยังสะดวกในการบริโภครวมถึงทำให้เป็นสากลเหมือนกับยาแผนปัจจุบันอีกด้วย ส่วนข้อควรรู้และข้อควรระวังในว่านชักมดลูกมีดังนี้ ในตำรายาพื้นบ้านได้ระบุว่า 1.ในการต้มยาว่านชักมดลูกนั้นต้องต้มให้ฟองยุบลงจึงจะสามารถนำมาใช้ได้โดยหากฟองยังไม่ยุบไม่ควรนำมาใช้อาจทำให้เกิดอาการเบื่อเมา  2.การใช้ว่านชักมดลูกเข้าอู่นั้นผู้หญิงหลังคลอดควรรอให้มีน้ำนมก่อนจึงจะอาจใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล 3.ในการที่จะนำว่านชักมดลูกมาใช้นั้น ควรเก็บว่านชักมดลูกในฤดูแล้ง(ประมาณ พฤศจิกายน – มีนาคม) โดยหากเก็บหลังจากฝนตกแล้วสรรพคุณของว่านชักมดลูกจะน้อยลง เพราะตัวยาในหัวและแขนงของว่านชักมดลูกจะสะสมได้สูงสุดในช่วงหน้าแล้งหากเลยไปถึงหน้าฝนตาของแขนงจะงอกออกมาเป็นต้นใหม่ทำให้ตัวยาในหัวและแขนงว่านชักมดลูกน้อยลง  4.เมื่อสตรีที่มีร่ายกายไม่ค่อยแข็งแรงใช้ว่านชักมดลูกนั้น อาจมีอาการปวดศีรษะ ตัวร้อน มีไข้ จึงควรหยุดกินสักพักหากหายไข้แล้วอาจกินต่อได้โดยลดตัวยาลงด้วย  5.ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนหลังจากใช้ว่านชักมดลูกแล้วอาจมีประจำเดือนเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ต้องตกใจเพราะมันจะค่อยๆหายไปเอง โดยสามารถใช้ว่านชักมดลูกได้ตามปกติ  6.หากใช้ว่านชักมดลูกแล้วควรงดของที่คาวและมัน เพราะอาจทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลงได้ ส่วนในการค้นหาในปัจจุบันระบุไว้ว่า  1.ไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกในผู้ป่วยที่มีปัญหาท่อน้ำดีอุดตัน เพราะว่านชักมดลูกนี้มีฤทธิ์ไปกระตุ้นทางเดินน้ำดี อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้  2.มีงานค้นหาในกระต่ายว่าว่านชักมดลูกมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด เช่นเดียวกับกระเทียม แปะก๊วย  โกจิเบอร์รี่  จึงไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกร่วมกับยาต้านเกร็ดเลือดจำพวก แอสไพริน  วาร์ปาริน  และยาสลายลิ่มเลือดทุกประเภท ทั้งหมดนี้คือข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูกซึ่งผู้เขียนคิดว่าก่อนจะนำมาใช้ควรต้องรู้เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นการใช้ที่ถูกต้องและปลอดภัย

4

ว่านชักมดลูก ปลูกไม่ยาก
            ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มาอย่างยาวนานในอดีตแล้ว ซึ่งในอดีตนั้น คนไทยจะขยายพันธุ์ว่านชักมดลูกกันแค่ในรั้วบ้าน และเพาะแค่พอที่จะใช้เป็นยาสมุนไพรในครัวเรือนเท่านั้นไม่ได้มีการนำไปจำหน่ายหรือนำไปส่งออกไปยังต่างประเทศเหมือนในปัจจุบันนี้แต่อย่างใด จึงทำให้แต่ก่อนนี้ยังไม่มีผู้ชอบนำว่านชักมดลูกไปปลูกเพื่อการพาณิชย์แต่อย่างใด แต่ในปัจจุบันเมื่อเริ่มมีการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูกกันมากขึ้น จึงทำให้เกิดกระแสการปลูกว่านชักมดลูกเพื่อนำมาจำหน่ายทั้งจำหน่วยแก่ลูกค้ารายย่อยและส่งเข้าโรงงาน จนถึงขั้นที่ว่าเกษตรกรที่ทำการเกษตรในพืชจำพวกอื่นต้องหันมาเพาะว่านชักมดลูกเป็นพืชหลักเลยทีเดียว โดยในเมืองไทยนอกจากเกษตรกรจะหันมาขยายพันธุ์ว่านชักมดลูกแล้ว ยังมีการเพาะปลูกสมุนไพรชนิดอื่นเป็นอาชีพหลักอีกหลายชนิด เช่น กระชายดำ ขมิ้นชัน ไพลฯลฯ ซึ่งในการเพาะสมุนไพรเหล่านี้ก็สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี (ซึ่งอาจจะดีกว่าพืชหลักที่ปลูกในอดีตด้วยซ้ำ) ในตอนนี้เราจึงจะมาดูว่าวิธีการปลูกว่านชักมดลูกให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้น ต้องทำอย่างไรบ้าง โดยว่านชักมดลูกนั้นอาจเพาะปลูกได้โดยใช้เหง้าแขนงและส่วนหัว (ที่กลมๆใหญ่ๆ) อีกทั้งยังสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย และทนแล้งได้ดี ส่วนช่วงเวลาที่ควรขยายพันธุ์นั้น ควรเป็นช่วงก่อนฤดูฝน เพราะเมื่อถึงฤดูฝนแล้วต้นของว่านชักมดลูกจะได้เติบโตตามฤดูกาลและสามารถสะสมสารอาหาร รวมถึงทำให้มีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มาถึงในขั้นตอนการเตรียมแปลงเพาะปลูก โดยก่อนเพาะต้องกำจัดวัชพืชต่างๆเสร็จแล้ว ไถพรวนดินและตากดินทิ้งไว้ 5 – 7 วัน หลังจากนั้น 2 – 3 วันให้ใส่ปุ๋ยคอกผสมกับขี้เถ้าแกลบอีก 1 ตันต่อไร่แล้วไถกลบอีกรอบ ขั้นตอนการขยายพันธุ์นั้นก่อนเพาะปลูกต้องกำจัดวัชพืชอีกครั้งก่อนปลูก 1 – 2 วัน สำหรับการเพาะปลูกใช้เหง้าหรือแขนงว่านชักมดลูกที่มีตาสำหรับแทงยอด(จะเป็นต้นต่อไป) หักเป็นส่วนๆใส่หลุม แล้วกลบทับ ระยะการเพาะปลูกระหว่างหลุมและระหว่างแถว ประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร เมื่อขยายพันธุ์แล้วหากเป็นช่วงฝนตกอย่างสม่ำเสมอในฤดูฝนก็ไม่ต้องให้น้ำ ส่วนการให้ปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในระยะเริ่มปลูก และใช้ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยสูตร 12-12-24 ในระยะที่ต้นโตเต็มทีในเดือน กันยายน – ตุลาคม ในการเก็บผลผลิตนั้น ต้องเก็บในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูแล้งโดยสังเกตได้จากหากว่านชักมดลูกมีใบเหี่ยวแห้งหมดแล้วก็อาจเก็บเกี่ยวได้ เพราะช่วงนี้ว่านชักมดลูกสะสมสารอาหารไว้ในหัวและเหง้าได้เต็มที่แล้วจึงเหมาะสมกับการเก็บเกี่ยว อีกทั้งหากเก็บเกี่ยวไปแล้วในเหง้าและหัวของว่านชักมดลูกจะมีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่อีกด้วย

5

ลักษณะและจุดสังเกตของว่านชักมดลูกตัวผู้/ตัวเมีย
            เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ว่านชักมดลูกนั้นเป็นพืชประจำถิ่นของไทยอีกลักษณะหนึ่ง ที่มีผู้นิยมนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรไม่น้อยไปกว่าสมุนไพรประเภทอื่นๆ เช่น กระชายดำ เถาวัลย์เปรียง หรือ มะรุม ฯลฯ และส่วนมากผู้ที่ชอบใช้ว่านชักมดลูกก็จะเป็นสตรี เพราะมีสารออกฤทธิ์ที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกันฮอร์โมนสตรีตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น ในบทความนี้จะขอนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับว่านชักมดลูกของไทยทั้งว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia) และว่านชักมดลูกตัวเมีย  (Curcuma comosa) (แต่จะไม่กล่าวถึงชนิด (Curcuma  Xanthorrhiza) ว่าจะมีลักษณะเป็นเช่นไร)  และมีจุดสังเกตว่าตัวไหนเป็นตัวเมีย ตัวไหนเป็นตัวผู้ อย่างไรโดยประเภททั่วไปของว่านชักมดลูกนั้น จัดเป็นพืชล้มลุก เนื้ออ่อนสูงประมาณ 1 – 1.5 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบของว่านชักมดลูกมีลักษณะเป็นใบเดี่ยวทรงรียาวกว้าง 15 – 20 เซนติเมตร ยาว 40 – 80 ซม. สามารถมองเห็นเส้นใบเป็นแถบยาวอย่างชัดเจน และยังมีเส้นกลางใบอีกด้วย ดอกของว่านชักมดลูกเป็นประเภทเป็นช่อแทงจากพื้นดิน โดยแยกกันออกไปหลายทิศทางไม่รวมเป็นกระจุก ดอกมีใบประดับสีชมพูอ่อนกลีบรองออกสีแดงสดโดยว่านชักมดลูกของไทยเรานี้ พบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณทั่วประเทศแต่ในปัจจุบันมีการนำมาปลูกในเชิงพาณิชย์กันมากขึ้น โดยแหล่งเพาะที่สำคัญและมีชื่อเสียงได้แก่ ในจังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์แต่ดังที่กล่าวไว้ในบทความที่แล้วว่าว่านชักมดลูกในไทยนั้น สามารถแบ่งออกได้ตามสารออกฤทธิ์และชนิดสัณฐานโดยทั่วไปเป็นว่านชักมดลูกตัวผู้และว่านชักมดลูกตัวเมีย ซึ่งมีจุดสังเกตว่าตัวไหนเป็นตัวผู้ตัวไหนเป็นตัวเมียดังนี้ จุดสังเกตที่ 1 หัวว่านชักมดลูกตัวเมีย มีคุณสมบัติหัวกลมรีตามแนวตั้งและมีแขวงสั้น ส่วนว่านชักมดลูกตัวผู้นั้นหัวจะกลมกว่าและแขนงข้างจะยาวกว่าว่านชักมดลูกตัวเมีย หากผ่าหัวว่านออกมาเปรียบเทียบกันแล้วเนื้อของว่านตัวเมียจะมีสีขาวนวล วงข้างในเป็นสีชมพูเรื่อๆ หากทิ้งไว้สักพักสีชมพูจะเริ่มเข้มขึ้น ส่วนเนื้อของว่านตัวผู้ก็มีสีคล้ายกัน แต่ลงข้างในจะเป็นสีเขียวแกมเทา และเมื่อทิ้งไว้ก็จะเป็นสีชมพูเรื่อๆเช่นกัน จุดสังเกตที่ 2 คือ ใบ ว่านชักมดลูกตัวเมียจะมีเส้นกลางใบสีเขียวตลอดเส้น ส่วนว่านชักมดลูกตัวผู้จะมีเส้นกลางใบสีน้ำตาลแดงตลอดเส้นเช่นกัน จุดสังเกตที่ 3 คือ ดอก โดยก้านช่อดอกของว่านชักมดลูกตัวเมียจะมีก้านข่อดอกที่สั้นกว่า ก้านช่อดอกของว่านชักมดลูกตัวผู้ ซึ่งข้อมูลจุดสังเกตของว่านชักมดลูกนี้ ผู้เขียนคิดว่ามีคุณสมบัติกับผู้ที่สมใจในสมุนไพรลักษณะนี้ เพราะในการนำมาใช้ในทางสมุนไพรนั้นจะใช้ว่านชักมดลูกตัวเมียในการทำยาสมุนไพรเพราะมีสารออกฤทธิ์ที่มีมากกว่าและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้

6

ฤทธิ์ทางเภสัชของว่านชักมดลูกกับการวิจัยในสัตว์ทดลอง
            เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสมุนไพรที่ต้องมีการทดสอบในสมุนไพรแต่ละคุณสมบัติ เพราะนั่นคือการยืนยันและพิสูจน์ว่าสมุนไพรตัวนั้น มีฤทธิ์ทางเภสัชในด้านใดและมีสารออกฤทธิ์ตัวไหนบ้างที่อาจนำมาใช้บำบัดรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้ใช้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวิจัยและทดลองในสมุนไพรของไทย เพื่อที่จะนำผลการค้นหาที่ได้มาใช้ในวงการสมุนไพรเพื่อจะเป็นการยกระดับคุณภาพสมุนไพรของไทยให้ไปสู่สากลและมีคุณภาพทัดเทียมกับสมุนไพรจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งจะเป็นการแข่งขันในตลาดสมุนไพรโลกต่อไป โดยในการศึกษาและทดลองในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของว่านชักมดลูกนั้น มีผลงานการศึกษาของนักวิจัยชาวไทยอยู่หลายชิ้นเลยทีเดียว เช่น ที่ว่ากันว่าว่านชักมดลูกรักษาอาการของผู้หญิง และมีไฟโตรเอสโตรเจนนั้น มีการวิจัยเพื่อพิสูจน์คือ มีการทดสอบโดยนำหนูทดลองมาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.หนูปกติ 2.หนูถูกตัดรังไข่ 3.หนูถูกตัดรังไข่และป้อนว่านชักมดลูกตัวเมีย 4. หนูถูกตัดรังไข่และป้อนว่านชักมดลูกตัวผู้ ผลการค้นพบพบว่าหนูกลุ่ม 3 ที่ได้รับว่านชักมดลูกตัวเมีย มีขนาดมดลูกโตใกล้เคียงกับหนูปกติ ส่วนหนูกลุ่ม 2 และ 4 (หนูที่ได้รับว่านชักมดลูกตัวผู้) มีขนาดมดลูกเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ในด้านฤทธิ์ป้องกันและเยียวยาโรคกระดูกพรุนโดยทดลองกับหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่แล้วป้อนสารสกัดว่านชักมดลูกตัวเมียติดต่อกัน 5 สัปดาห์ พบว่าป้องกันการสูญเสียแคลเซียมและรักษาความหนาแน่นของมวลกระดูกได้และฤทธิ์ในการเพิ่มอัตราการไหลของน้ำดี พบว่ามีสารไกลไคไซด์กลุ่ม Phloracetophnone มีฤทธิ์เพิ่มอัตราการไหลของน้ำดีในหนูทดลอง ซึ่งเมื่อให้สารสกัดว่านชักมดลูกในขนาด 50 mg/kg อาจกระตุ้นการไหลของน้ำดีได้ 142.3 ± 3.0% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งการเพิ่มนี้มีผลต่อการย่อยอาหารอย่างไขมันได้ดีขึ้นและสามารถลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ และว่านชักมดลูกยังมีสาร 4,6-dihydroxy-2-0(beta-D-glucopyranosy/acetopnenone) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งในการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีค่า IC₅₀=4.44±0.85 ug/m/ รวมถึงยังมีการทดสอบความจำและการเรียนรู้ของหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ โดยนำหนูทดลองมาตัดรังไข่ แล้วแบ่งเป็นกลุ่ม คือ 1หนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ 2 หนูทดลองถูกตัดรังไข่และได้รับสารสกัดของว่านชักมดลูกตัวเมีย 3.หนูทดลองถูกตัดรังไข่และได้รับการฉีดเอสโตรเจน โดยจะมีการทดสอบความจำและการเรียนรู้ทุกระยะเวลา 30 วัน และเมื่อถึงวันที่ 67 หนูที่ถูกตัดรังไข่ความจำเสื่อมลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนูที่กินสารสกัดว่านชักมดลูกและกลุ่มที่ได้รับการฉีดเอสโตรเจนมีความจำดีใกล้เคียงกัน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่นักวิจัยคนไทยนำว่านชักมดลูกมาค้นพบในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเท่านั้น แต่ยังมีการศึกษาวิจัยและทดลองว่านชักมดลูกในเรื่องอื่นๆโดยนักวิจัยจากต่างประเทศอีกหลายๆกลุ่มหลายๆคน ซึ่งในความเห็นส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า ว่านชักมดลูกตัวเมียของไทยนี้เป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพสูงที่จะสามารถพัฒนาและผลิตเป็นยาสำหรับสตรี เพราะว่าอาจเยียวยารวมถึงป้องกันในอาการที่สำคัญๆของสัตว์ได้ และยังเชื่อว่าจะอาจพัฒนาเป็นสมุนไพรระดับโลกได้ดังเช่น เห็ดหลินจือ ถั่งเช่า แปะก๊วย กระชายดำ ฯลฯ

7

สรรพคุณของทับทิม
ผลทับทิมใช้ กิน เป็นผลไม้มีรสหวานหรือเปรี้ยวอมหวาน ทับทิมเป็นผลไม้ที่มี คุณสมบัติ ต่อสุขภาพ น้ำทับทิมมีวิตามินซีสูงและยังมีสารเกลือแร่ที่เป็น คุณสมบัติ ต่อร่างกายใน ปริมาณ ที่สูงเหมาะสำหรับการดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
น้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลาย คุณสมบัติ และมีประสิทธิภาพสูงมาก อาจ ลดภาวะการแข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง บรรเทา โรคโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มพลังและความงาม กิน น้ำทับทิมคั้นวันละแก้วจะช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด ลดการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงและช่วยเสริมสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้น
ตำรายาไทย เปลือกผล แก้ท้องเสีย แก้บิด ปิดธาตุ แก้แผลพุพองเน่าเปื่อย ห้ามเลือด แก้ตกขาว แก้หิด กลาก ฝาดสมาน สมานแผล ขับพยาธิ ฝนน้ำทาแก้น้ำกัดเท้า ราก ขับพยาธิเส้นด้าย ไส้เดือน ตัวตืด แก้ตานขโมย แก้เจ็บในคอ ฝาดสมาน เมล็ด แก้โรคลักปิดลักเปิด บำรุงกระเพาะอาหาร ทำให้เจริญอาหาร แก้ปวดกระเพาะอาหาร แก้จุกแน่นอาหารไม่ย่อย แก้ท้องเสีย เปลือกราก แก้ ผู้หญิง ตกเลือด ตกขาว หล่อลื่นลำไส้ ขับพยาธิตัวตืด ไส้เดือน ฝาดสมาน แก้ท้องเสีย แก้บิดมูกเลือด แก้ลักปิดลักเปิด เนื้อหุ้มเมล็ด แก้ลักปิดลักเปิด ผลอ่อน ปิดธาตุ สมานแผล แก้บิด แก้ท้องร่วง แก้ปวดเอว บำรุงกำลัง ดอก ใช้แก้หูชั้นในอักเสบ  ห้ามเลือด แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้เลือดกำเดา แก้บาดแผล ใบ ใช้แก้ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน แก้ท้องร่วง แก้บิด พอกแผลฟกช้ำ แก้อาเจียน เยียวยา ตาเจ็บ อมกลั้วคอ ชะล้างแผลมีหนองเรื้อรังบนศีรษะ  แก้โรคลักปิดลักเปิด ต้นและเปลือกต้น ขับพยาธิไส้เดือน พยาธิตัวตืด แก้ท้องร่วง แก้บิด สมานแผล แก้โรคลักปิดลักเปิด ทั้งห้า (ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล) ขับพยาธิเส้นด้าย และตัวตืด สมานแผล แก้บิดมูกเลือด แก้ท้องร่วง ท้องเสีย

  • ชาวอาหรับ ใช้เปลือกรากทับทิมสดๆ ต้มน้ำ กิน ถ่ายพยาธิตัวตืด เปลือกจากลำต้นทับทิม ต้มน้ำใช้ถ่ายพยาธิ ประเภท ต่างๆ ร่วมกับยาถ่าย ใช้เปลือกผลทับทิมผสมกานพลูและฝิ่นเยียวยาโรคบิดและท้องร่วงอย่างแรง
  • ชาวอินเดียใช้น้ำคั้นจากผลทับทิมและดอกทับทิม ปรุงยาธาตุ ใช้สมานลำไส้ และแก้ท้องเสีย เมล็ดทับทิมใช้บำรุงหัวใจ
  • ประเทศไทยแพทย์แผนโบราณใช้ทับทิมทั้งต้นหรือที่เรียกทับทิมทั้งห้าเป็นยาระบาย หรือถ่ายพยาธิเส้นด้ายและตัวตืด
  • เปลือก ราก และเปลือกต้นมีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้ถ่ายพยาธิตัวตืด พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย
  • ใบ ใช้สมานแผล แก้ท้องร่วง น้ำต้มใบใช้อมกลั้วคอ ทำยาล้างตา
  • ดอก ใช้ห้ามเลือด
  • เปลือกผล ใช้สมานแผล แก้บิด แก้ท้องร่วง
  • ส่วนเนื้อหุ้มเมล็ด มีวิตามินซีสูงแก้โรคลักปิดลักเปิด และใช้แก้กระหายน้ำ
     สังเกตได้ว่าชาวไทยใช้ คุณสมบัติ จากทับทิมด้านสมุนไพรมากกว่าชาติอื่นๆ

    ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ทับทิมถูกนำมาใช้กับอาการป่วยดังนี้

  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจล้มเหลว(CHF)
  • การแข็งของหลอดเลือดแดง
  • คอเลสเตอรอลสูง
  • ระบบทางเดินอาหาร
  • โรคอุจจาระร่วง,บิด
  • พยาธิตัวตืดและพยาธิลำไส้อื่น ๆ
  • ไข้หวัด
  • โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
  • ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • โรคอ้วน
  • HIV
  • น้ำยาบ้วนปากลดอาการเจ็บคอ
  • ริดสีดวงทวาร


รูปแบบ / ขนาดวิธีใช้ทับทิม

  • การถ่าย และกำจัดพยาธิ ให้ใช้เปลือกลำต้นหรือราก 1-2 กำมือ นำมาต้มเคี่ยวนาน 2-3 ชั่วโมง แล้ว กิน ก่อนอาหารทุกวัน วันละ 3 ครั้ง นาน 5-7 วัน ถ่ายพยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลม ได้ผลดี
  • ใช้เปลือกสดของราก , ต้น ที่เก็บใหม่ๆ 60 กรัม หรือประมาณ 1/2 กำมือ เติมกานพลูหรือกระวานลงไปเล็กน้อย เพื่อแต่งรส ต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 1/2 ถ้วยแก้ว รับประทาน ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ (30 ซี.ซี.) หลังจากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง ทาน ยาถ่าย เช่น ดีเกลือ 2 ช้อนโต๊ะตาม ควรอดอาหารก่อน รับประทาน ยา
  • รักษาท้องร่วง ท้องเสีย ให้นำรากหรือลำต้นมาต้มเคี่ยวนาน 2 ชั่วโมง ก่อนดื่มวันละ 3-4 ครั้ง หลังเกิดอาการท้องเสีย และ ดื่ม ติดกัน 1-2 วัน จนกว่าอาการจะหาย
  • ยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน (ไม่ใช่บิด หรือ อหิวาตกโรค) ใช้เปลือกผล ตากแดดให้แห้ง ประมาณ 1/4 ของผล ฝนกับน้ำฝนหรือน้ำปูนใสให้ข้นๆ ทาน ครั้งละ 1-2 ช้อนแกง หรือต้มกับน้ำปูนใส แล้ว กิน น้ำที่ต้มก็ได้
  • บิด (มีอาการปวดเบ่ง และมีมูก หรืออาจมีเลือดด้วย)ใช้เปลือกผลแห้งของทับทิม ครั้งละ 1 กำมือ (3-5 กรัม) ต้มกับน้ำ ดื่มวันละ 2 ครั้ง อาจใช้กานพลูหรืออบเชยแต่งกลิ่นให้น่าดื่มก็ได้


อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าเราควรกินน้ำทับทิม หรือสารสกัดจากทับทิมใน ปริมาณ เท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมมันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น อายุ สุขภาพ และปัจจัยอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามถ้าคุณต้องกินสารสกัดจากทับทิมคุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือกินตาม จำนวน ที่ติดตามฉลากของผลิตภัณฑ์นั้นๆจะดีที่สุด
การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชทับทิม
คุณค่าสารต้านอนุมูลอิสระ  น้ำทับทิมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีมาก เกิดจากจากสารกลุ่มโพลีฟีนอลและแอนโทไซยานิน คุณภาพ สูงที่พบในน้ำทับทิม  จำนวน เท่ากันน้ำทับทิมมีฤทธิ์ต้านต้านอนุมูลอิสระเป็น 3 เท่าของไวน์แดงและชาเขียว และสูงกว่าน้ำบลูเบอร์รี น้ำแครนเบอร์รี น้ำองุ่นสีม่วง และน้ำผลไม้ชนิดอื่น
         จากการ ศึกษา พบว่าเปลือกทับทิมมีสารกลุ่มแทนนินสูงถึงร้อยละ 22-25 โดยประกอบด้วยสารกลุ่มแกลโลแทนนิน (gallotannin) และเอลลาจิแทนนิน (ellagitannin) ปริมาณสูง เปลือกทับทิมตากแห้งใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและโรคบิดได้ สารกลุ่มเอลลาจิแทนนิน มี สรรพคุณ เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดี
คุณค่าด้านป้องกันและรักษามะเร็ง น้ำทับทิมมีผลลดการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งผิวหนัง งาน วิจัย พบว่าน้ำทับทิมสดและน้ำทับทิมที่ผ่านการหมักมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมและมะเร็งผิวหนัง เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเต้านม จำนวน หนึ่งมีฤทธิ์เป็นเอสโทรเจนจากพืช
          สารกลุ่มเอลลาจิแทนนินจากเปลือกผลทับทิมมีฤทธิ์ต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกว่า 13 ชนิด ได้แก่ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ เป็นต้น
          เอลลาจิแทนนินเป็นสารโพลีฟีนอลสำคัญที่พบอยู่ในน้ำทับทิม คุณภาพ มาก เมื่อผ่านเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นกรดเอลลาจิกซึ่งจะถูกแบคทีเรียในร่างกายมนุษย์ เปลี่ยนเป็นอนุพันธ์ของสารยูโรลิทินเอ (urolithin A derivative) ต่อไป    ในสัตว์ ลอง พบว่าหนูทดลองที่ได้รับสารสกัดเข้มข้นของน้ำทับทิมมีการสะสมสารยูโรลิทินเอมากในอัณฑะ ลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็ก
          งานวิจัยเดียวกันในห้อง ทดลอง พบว่ากรดเอลลาจิกและยูโรลิทินเอ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งอัณฑะมนุษย์ คณะผู้วิจัยคิดว่าน้ำทับทิมมีฤทธิ์ป้องกัน การเกิดมะเร็งอัณฑะด้วย
          นอกจากนี้ สารดังกล่าวมี สรรพคุณ ทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหารและลำไส้ใหญ่ พบว่าเมื่อให้กรดเอลลาจิกกับสัตว์ ทดลอง ที่ทำให้เกิดมะเร็ง สารดังกล่าวจะทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายโดยกลไกการแตกตัวของตัวมันเองได้
คุณค่าป้องกันโรคกระดูกพรุน  พบน้ำทับทิมมีผลหยุดการทำงานของเอนไซม์ที่ทำลายกระดูกอ่อนในห้อง ทดสอบ จึงต้องรอให้มีการ ศึกษา ผลของการ อุปโภค น้ำทับทิมว่ามีผลทำให้อัตราการเสื่อมของกระดูกอ่อนลดลงหรือไม่
น้ำทับทิมมีคุณสมบัติ ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงได้ ใช้น้ำทับทิมประมาณ 1 ช้อนชาทาบนใบหน้า ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น นอกจากนี้การ ดื่ม น้ำทับทิมยังช่วยให้ผิวสวยจากภายใน โดย คุณสมบัติ ต้านอนุมูลอิสระจะป้องกันผิวจากการทำลายของรังสีอัลตราไวโอเลต อีกทั้งเสริมสุขภาพโครงสร้างเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังชั้นนอกด้วย
ฤทธิ์รักษาอาการอุจจาระร่วง   ตำรับยาที่มีเปลือกผลทับทิมเป็นส่วนประกอบ อาจ รักษา อาการท้องเสียในเด็กและทารก 305 คน โดยอาการหายไปภายใน 1-3 วัน จำนวน 281 คน และมีอาการดีขึ้น 9 คน  สารสกัดเปลือกผลทับทิมโดยการต้มกับน้ำ แล้วสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 95  หรือ เอทานอลร้อยละ 50 มีฤทธิ์ลดความถี่ของการถ่ายอุจจาระ และยับยั้งการหลั่งสารของลำไส้ในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้อุจจาระร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง, แมกนีเซียมซัลเฟต, เซนโนไซด์ บี และ misoprostol  สารสกัดเปลือกทับทิมยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก และลดการบีบตัวของลำไส้ซึ่งถูกชักนำโดย acetylcholine  ตำรับยาที่มีสารสกัดจากเปลือกผลทับทิม เป็นส่วนประกอบมีฤทธิ์ รักษา อาการอุจจาระร่วงในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้อุจจาระร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยยืดระยะเวลาจากการเริ่มถ่ายครั้งแรกและลดการถ่ายเหลว นอกจากนี้ยังมีผลยับยั้งการเคลื่อนตัวของลำไส้ด้วย  กลไกในการยับยั้งอาการท้องเสียของเปลือกผลทับทิม อาจเกิดจากการเพิ่มการดูดซึมของน้ำในลำไส้หรือลดการขับน้ำออกสู่ลำไส้ และลดการบีบตัวของลำไส้ในสัตว์ทดลอง  นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยเมทานอลจากเมล็ดอาจ รักษา อาการอุจจาระร่วงในหนูแรทได้  โดยลดความถี่ของการถ่าย ยับยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้ และยับยั้ง prostaglandin E2 (PGE2) ทำให้ไม่ถ่ายเหลว 
ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส Punicalagin และฟลาโวนอยด์จากทับทิมมีฤทธิ์ต้านไวรัสโรคหวัด โดยสามารถยับยั้งไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ฮ่องกงในคน (H3N2) ในหลอดวิจัย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสารสกัดทับทิมสามารถฆ่าเชื้อไวรัสเอดส์ได้ด้วย
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ    สารสกัดด้วยเมทานอลและน้ำจากผลทับทิม กรดไขมันจากเมล็ดทับทิม punicic acid และสารที่แยกได้จากทับทิมได้แก่ punicalagin, punicalin, strictinin A และ granatin B มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยพบว่ามีกลไกการออกฤทธิ์หลายแบบได้แก่ ยับยั้งการสร้างสารที่ทำให้เกิดการอักเสบได้แก่ไนตริกออกไซด์  PGE2 และ TNF-a และกดการทำงานของเอ็นไซม์ที่กระตุ้นการสังเคราะห์สารที่ทำให้เกิดการอักเสบ คือ COX-2  นอกจากนี้สารสกัดเปลือกผลทับทิมที่มี ellagic acid ร้อยละ 13 ก็สามารถยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ได้
ฤทธิ์ต้านการแพ้    การวิจัยฤทธิ์ต้านการแพ้ของสารสกัดจากเปลือกผลทับทิมที่มี ellagic acid ร้อยละ 13 พบว่าอาจยับยั้งการปล่อย β-hexosaminidase ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้เมื่อทำการทดลองในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวของหนูแรท (RBL-2H3)
ฤทธิ์ปกป้องตับ สาร ellagic acid มีฤทธิ์ปกป้องตับจากพิษของคาร์บอนเตตร้าคลอไรด์ อัลฟลาทอกซิน อัลกอฮอล์ และN-2-fluronenylacetamide ในสัตว์ทดลอง และพบว่าดอกทับทิมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและปกป้องตับจากพิษของ ferric nitrilotriacetate 
ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด    น้ำทับทิมมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในเลือดของผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง ลดระดับการเกิดออกซิเดชันของไขมัน และช่วยเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในเลือด สารสกัดจากดอกและเปลือกทับทิม และ ellagic acid ช่วยลดคอเลสเตอรอล, LDL, VLDL, ไตรกลีเซอไรด์ และช่วยเพิ่ม HDL
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด มีรายงานว่าดอก เมล็ด น้ำทับทิม สารสกัดจากเปลือกทับทิม และสารสำคัญจากทับทิม ได้แก่ polyphenols, oleanolic acid, ursolic acid และ gallic acidมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด โดยเกี่ยวข้องกับการกระตุ้น (peroxisome proliferator-activated receptor gamma (PPAR-γ)  ยับยั้งการดูดซึมและการสร้างกลูโคส ยับยั้งเอ็นไซม์กลูโคซิเดส และกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากเซลล์ตับอ่อน
ฤทธิ์ป้องกันต้อกระจก สาร ellagic acid  ฉีดเข้าช่องท้องช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจกในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย selenite โดยผ่านกลไกการต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมัน
 

8

รู้หรือไม่ว่านชักมดลูก (Curcuma comosa) มีสารตัวไหนบ้าง?
                สารออกฤทธิ์กับสมุนไพรนับว่าเป็นของคู่กันเสมอ เพราะการที่ผู้คนนำสมุนไพรมาใช้ก็เพื่อบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่หรือไม่ก็นำมาใช้เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เหล่านั้น เพราะว่าในตัวสมุนไพรทุกตัวที่นำมาใช้นั้นมีสารออกฤทธิ์ต่างๆที่เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายของมนุษย์แล้ว อาจนำสารออกฤทธิ์เหล่านั้นไปทำปฏิกิริยากับอาการของโรค หรือเข้าไปทำลายเชื้อโรครวมถึงเข้าไปบำบัดอาการร่วมถึงป้องกันภาวะการเกิดโรคนั้นๆได้ โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือหากเกิดก็เกิดเพียงแต่อาการข้างเคียงเพียงเล็กน้อย ส่วนที่คนนิยมใช้สมุนไพรนั้นก็คงเพราะไม่มีอันตรายจากสารตกค้างทางเคมี ดังนั้นจึงมีความชอบใช้สมุนไพรกันมากในยุคสมัยนี้ โดยสมุนไพรหนึ่งตัวก็จะมีสารออกฤทธิ์หลายชนิดหลายกลุ่มที่มีผลต่อการบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับผู้ที่เลือกใช้ว่าจะใช้สมุนไพรอย่างไหนมารักษาอาการเจ็บป่วยใด ในสมุนไพรว่านชักมดลูกก็เช่นกันเชื่อหรือไม่ว่าในว่านชักมดลูกนั้นมีสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์กับมนุษย์(โดยเฉพาะสุภาพสตรี) มากกว่า 50 อย่างโดยในบทความนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ของว่านชักมดลูกให้ได้รับทราบกัน อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าว่านชักมดลูกเป็นพืชในวงศ์ Zingibera ceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับขิงและข่า และอยู่ในกลุ่มเดียวกับขมิ้นชัน ซึ่งสารออกฤทธิ์ของสมุนไพรในกลุ่มนี้ที่จะขาดไม่ได้เลยคือ สารกลุ่ม Curcuminoids เช่นสาร Curcumin , desmethoxy curcumin , bisdesmethoxycurcumin โดยสารในกลุ่มนี้ในว่านชักมดลูกมีประเภทต้านอนุมูลอิสระ , ต้านการอักเสบ , ลดระดับโคเลสเตอรอล และป้องกันสมองเสื่อม , รวมถึงยังมีสารกลุ่ม Diarylheptanoids เช่นสาร 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-4-heptene,trans,trans-1 ซึ่งสารกลุ่มนี้ในว่านชักมดลูกมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นเทียบเท่าไวตามินซี มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและยังช่วยซ่อมแซมและรักษาระบบหลอดเลือดหัวใจ และยังมีสารกลุ่ม Acetophenones เช่นสาร phloracetophenone,4,6-dihydroxy-2-0-(beta-D-glucopyranosyl)acetophenone ซึ่งสารกลุ่มนี้ในว่านชักมดลูกมีฤทธิ์กระตุ้นการปลั่งของน้ำดี รวมไปถึงเสริมให้มีการหลั่งกรดน้ำดีเพิ่มขึ้น มีคุณสมบัติลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ที่กล่าวมานี้คือสารกลุ่มหลักๆที่มีในว่านชักมดลูกเท่านั้น หากจะให้กล่าวจนครบทั้งหมด ว่ามีสารคุณสมบัติไหนในว่านชักมดลูกนั้น เกรงว่าผู้เขียนคงต้องใช้เวลาค้นหาข้อมูลกันเป็นแรมเดือนเลยทีเดียว เอาสรุปพอได้ใจความว่าว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ทีมีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์(แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงอยู่ซึ่งจะได้กล่าวถึงในบทความต่อไป) ในบทความหน้าเราจะมาพูดถึงคุณสมบัติของว่านชักมดลูกและเฉลยว่าทำไมว่านชักมดลูกถึงมีประโยชน์ต่อสุภาพสตรีมากกว่าผู้ชาย

9

ปฐมบทเกี่ยวกับว่านชักมดลูก
            หากในโลกของสมุนไพร่จะมีสมุนไพรที่เหมาะสำหับคนในแต่ละเพศ ทั้งบุรุษและผู้หญิงแล้วนั้น เป็นที่ทราบดีกันว่าในบุรุษนั้นสมุนไพรส่วนมากก็จะเป็นสมุนไพรที่เรารู้จักกันดี เช่น ถั่งเช่า  กวาวเครือแดง  กระชายดำ ฯลฯ แต่หากเป็นผู้หญิงแล้ว สมุนไพรที่เป็นสมุนไพรเฉพาะของผู้หญิงนั้น ส่วนมากจะเป็นสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งเป็นสารคล้ายกันกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของสตรีเช่น กวาวเครือขาว รากสามสิบ เป็นต้น แต่สมุนไพรอีกประเภทหนึ่งที่จะนำเสนอในวันนี้ก็คือ ว่านชักมดลูก ซึ่งก่อนที่เราจะมารับรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆของว่านชักมดลูกนั้น แรกเริ่มปฐมบทเราต้องมารับทราบกันก่อนว่าสมุนไพรชักมดลูกนั้นมีกี่ประเภทและอย่างที่เขานำมาทำเป็นยาสมุนไพรนั้น คือ ประเภทใด โดยในประเทศไทยนั้นเป็นถิ่นกำเนิดของว่านชักมดลูกดังนั้น เราจะพบว่านชักมดลูกวางขายกันมากมายทั้งขายแบบหัวสดและแบบฝากตากแห้ง แต่จากการสุ่มซื้อมาและสังเกตชนิดและนำมาวิเคราะห์วิจัยพบว่า มีอยู่ 2 จำพวกด้วยกันเรียกว่า ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) และว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia) แต่ที่นิยมใช้ทำเป็นยาสมุนไพรสำหรับสุภาพผู้หญิง คือ ว่านชักมดลูกตัวเมีย เพราะมีสารออกฤทธิ์กลุ่มไฟโตเอสโตรเจน แถมยังมีพิษต่อตับไตและม้ามอีกด้วย มีรายงานว่ามีการพบพืชประเภทหนึ่งในเกาะบาหลีและเกาะชวา ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับว่านชักมดลูกชนิดข้างต้น ของไทยเรา และยังมีสรรพคุณคล้ายๆกันอีกด้วย ซึ่งพืชจำพวกนั้นมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma xanthorehiza โดยมีการนำไปศึกษาในต่างประเทศกันอย่างแพร่หลาย จึงมักเข้าใจกันสับสนว่าเป็นชนิดเดียวกับว่านชักมดลูกของไทยเรา แต่จากการวิจัยและวิจัยระหว่างว่านชักมดลูก 2 ประเภทนี้ พบว่าแม้จะมีสรรพคุณคล้ายๆกันแต่ก็มีสาระสำคัญคนละกลุ่มกัน ดังนั้นเมื่อมีการพูดถึงว่านชักมดลูกเราจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ว่านชักมดลูกที่แท้จริงที่มีประโยชน์และมีสารออกฤทธิ์ที่เป็นสรรพคุณต่อสุภาพสตรีก็คือ ว่านชักมดลูกของไทย และต้องเป็นว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) เท่านั้น ซึ่งในบทความต่อๆไปหากผู้เขียนจะกล่าวถึงว่านชักมดลูก ก็จะหมายถึง ว่านชักมดลูกของไทยที่ใช้กันอยู่คือ ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) เท่านั้น

10

 
ไขข้อข้องใจ...ทำไมว่านชักมดลูกจึงเหมาะกับสตรี
            ในบรรดาสมุนไพรทั้งหมดทั้งมวลในโลกนี้พบว่าสมุนไพรส่วนใหญ่มักจะใช้ได้ทั้งบุรุษและผู้หญิง แต่ก็มีสมุนไพรส่วนหนึ่งที่มีฤทธิ์ทางยาที่เหมาะสำหรับเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็มีอยู่หลายๆจำพวกที่เหมาะกับผู้ชาย เช่น ถั่งเช่า , รากปลาไหลเผือก , กระเทียม ,โสมคน (โสมเกาหลี) ฯลฯ เมื่อมีสมุนไพรสำหรับผู้ชายแล้ว สตรีก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกันเพราะมีสมุนไพรที่เหมาะสำหรับสตรีเหมือนกัน อาทิเช่น ตังกุย เชลต์เบอร์รี่ , กวาวเครือขาว ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับสตรีก็คือ “ว่านชักมดลูก” ซึ่งหากฟังแค่ชื่อก็น่าจะเข้าใจกันแล้วว่าทำไม สมุนไพรว่านชักมดลูกนี้จึงเหมาะสมกับผู้หญิงมากกว่าบุรุษ (เพราะบุรุษไม่มีมดลูกเหมือนผู้หญิง) ซึ่งเหตุผลอันแท้จริงก็คือ ในว่านชักมดลูกมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ คือ สารกลุ่ม Diarylheptanoids ที่มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของสตรี เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งวงการแพทย์ต่างก็ยอมรับว่าสารไฟโตเอสโตรเจนนี้ มีประสิทธิภาพในการเยียวยาสุขภาพต่างๆ ของสตรีได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คุณสมบัติของว่านชักมดลูกโดยมากจะเป็นสรรพคุณสำหรับเพศผู้หญิงซึ่งเราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับคุณสมบัติของว่านชักมดลูกกัน โดยว่านชักมดลูกตามตำรายาไทยนั้น ใช้สำหรับการอยู่ไฟของสตรีหลังคลอด โดยนำมาฝานแล้วต้มกับน้ำทั้งอาบทั้งดื่ม เพื่อช่วยเร่งให้มดลูกเข้าอู่และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น รวมถึงใช้รักษาอาการมดลูกอักเสบ ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ตกขาว ขับน้ำคาวปลา และตามบันทึกตำรับยาแผนโบราณกล่าวว่า ว่านชักมดลูกมีคุณสมบัติและปลอดภัยสำหรับผู้หญิงมากกว่า กวาวเครือขาว ทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อกระชับ เสริมหน้าอก ลบรอยเหี่ยวย่น เยียวยาซีสต์ และคลายอาการปวดประจำเดือนได้ด้วย แต่ก็มีสรรพคุณบางข้อของว่านชักมดลูกที่ระบุว่าใช้ในเพศชายได้ แต่น้อยมาก คือ เยียวยาอาการไส้เลื่อน ปวดเสียดลูกอัณฑะ เท่านั้น ส่วนคุณสมบัติทางยาของว่านชักมดลูกนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ยังมีอีกเช่น ช่วยเยียวยาและบรรเทาอาการโรคริดสีดวงทวาร ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ช่วยลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ต่อต้านการอักเสบต่างๆโดยเฉพาะระบบประสาท เมื่อถามถึงความปลอดภัยของว่านชักมดลูกนั้นพบว่าได้ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเรื่องบัญชีหลักแห่งชาติ(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ให้ว่านชักมดลูกเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำหรับใช้เป็นยาสตรีหลังคลอด(ยาต้ม รพ.)อีกด้วย จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ในระดับหนึ่ง ถึงเรื่องความปลอดภัยของว่านชักมดลูกโดยที่กล่าวมาหมดนี้จะเป็นได้ว่า ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรสำหรับผู้หญิงอย่างแท้จริง
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์ของว่านชักมดลูก

11

 
ข้อควรรู้และควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูก
            ตามภูมิปัญญาของไทยเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรที่มีมาตั้งแต่ในอดีตนั้น หมอยาพื้นบ้านหรือหมอยาสมุนไพรพื้นเมืองในแต่ละถิ่นแต่ละชุมชนนั้น ล้วนแล้วแต่จะมีข้อจำกัดหรือข้อกำหนดในการใช้สมุนไพรลักษณะต่างๆเสมอ เนื่องมาจากว่าในการใช้ตัวยาสมุนไพรประเภทต่างๆนั้น ล้วนจะมีผลกระทบกับสุขภาพของผู้ใช้แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ เมื่อมีการใช้ยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคแล้วใช้ว่าจะมีอาการที่พึงประสงค์ในทุกๆรายไป นั่นก็เพราะว่ามีข้อจำกัดเกี่ยวกับปัจจัยหลายๆด้าน เช่นว่า สุขภาพของผู้ใช้สมุนไพรในตอนนั้นเป็นปกติหรือไม่ หรือเมื่อใช้สมุนไพรไปแล้วได้ใช้ตามขนาดหรือเวลาที่ได้แนะนำหรือไม่ รวมถึงได้ทานของแสดงที่มีฤทธิ์ไปกดตัวยาสมุนไพรที่ใช้หรือเปล่า เหล่านี้คือข้อจำกัดในการใช้สมุนไพรซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ ในบทความนี้จึงจะขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูก ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วว่านชักมดลูกนี้ก็นับว่าเป็นสมุนไพรไทยที่คนไทยใช้กันมาเนิ่นนานแล้ว เป็นภูมิปัญญาของไทยที่สืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่นจนมาถึงปัจจุบัน เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการแปรรูปว่านชักมดลูกไปทำสมุนไพรในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น และยังสะดวกในการอุปโภครวมถึงทำให้เป็นสากลเหมือนกับยาแผนปัจจุบันอีกด้วย ส่วนข้อควรรู้และข้อควรระวังในว่านชักมดลูกมีดังนี้ ในตำรายาพื้นบ้านได้ระบุว่า 1.ในการต้มยาว่านชักมดลูกนั้นต้องต้มให้ฟองยุบลงจึงจะอาจนำมาใช้ได้โดยหากฟองยังไม่ยุบไม่ควรนำมาใช้อาจทำให้เกิดอาการเบื่อเมา  2.การใช้ว่านชักมดลูกเข้าอู่นั้นสตรีหลังคลอดควรรอให้มีน้ำนมก่อนจึงจะอาจใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล 3.ในการที่จะนำว่านชักมดลูกมาใช้นั้น ควรเก็บว่านชักมดลูกในฤดูแล้ง(ประมาณ พฤศจิกายน – มีนาคม) โดยหากเก็บหลังจากฝนตกแล้วประโยชน์ของว่านชักมดลูกจะน้อยลง เพราะตัวยาในหัวและแขนงของว่านชักมดลูกจะสะสมได้สูงสุดในช่วงหน้าแล้งหากเลยไปถึงหน้าฝนตาของแขนงจะงอกออกมาเป็นต้นใหม่ทำให้ตัวยาในหัวและแขนงว่านชักมดลูกน้อยลง  4.เมื่อผู้หญิงที่มีร่ายกายไม่ค่อยแข็งแรงใช้ว่านชักมดลูกนั้น อาจมีอาการปวดศีรษะ ตัวร้อน มีไข้ จึงควรหยุดอุปโภคสักพักหากหายไข้แล้วอาจอุปโภคต่อได้โดยลดตัวยาลงด้วย  5.ในสตรีวัยหมดประจำเดือนหลังจากใช้ว่านชักมดลูกแล้วอาจมีประจำเดือนเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ต้องตกใจเพราะมันจะค่อยๆหายไปเอง โดยสามารถใช้ว่านชักมดลูกได้ตามปกติ  6.หากใช้ว่านชักมดลูกแล้วควรงดของที่คาวและมัน เพราะอาจทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลงได้ ส่วนในการค้นพบในปัจจุบันระบุไว้ว่า  1.ไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกในผู้ป่วยที่มีปัญหาท่อน้ำดีอุดตัน เพราะว่านชักมดลูกนี้มีฤทธิ์ไปกระตุ้นทางเดินน้ำดี อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้  2.มีงานค้นพบในกระต่ายว่าว่านชักมดลูกมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด เช่นเดียวกับกระเทียม แปะก๊วย  โกจิเบอร์รี่  จึงไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกร่วมกับยาต้านเกร็ดเลือดจำพวก แอสไพริน  วาร์ปาริน  และยาสลายลิ่มเลือดทุกประเภท ทั้งหมดนี้คือข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูกซึ่งผู้เขียนคิดว่าก่อนจะนำมาใช้ควรต้องรู้เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นการใช้ที่ถูกต้องและปลอดภัย

Tags : ว่านชักมดลูก

12

 
ข้อควรรู้และควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูก
            ตามภูมิปัญญาของไทยเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรที่มีมาตั้งแต่ในอดีตนั้น หมอยาพื้นบ้านหรือหมอยาสมุนไพรพื้นเมืองในแต่ละถิ่นแต่ละชุมชนนั้น ล้วนแล้วแต่จะมีข้อจำกัดหรือข้อกำหนดในการใช้สมุนไพรประเภทต่างๆเสมอ เนื่องมาจากว่าในการใช้ตัวยาสมุนไพรประเภทต่างๆนั้น ล้วนจะมีผลกระทบกับสุขภาพของผู้ใช้แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ เมื่อมีการใช้ยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคแล้วใช้ว่าจะมีอาการที่พึงประสงค์ในทุกๆรายไป นั่นก็เพราะว่ามีข้อจำกัดเกี่ยวกับปัจจัยหลายๆด้าน เช่นว่า สุขภาพของผู้ใช้สมุนไพรในตอนนั้นเป็นปกติหรือไม่ หรือเมื่อใช้สมุนไพรไปแล้วได้ใช้ตามขนาดหรือเวลาที่ได้แนะนำหรือไม่ รวมถึงได้รับประทานของแสดงที่มีฤทธิ์ไปกดตัวยาสมุนไพรที่ใช้หรือเปล่า เหล่านี้คือข้อจำกัดในการใช้สมุนไพรซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ ในบทความนี้จึงจะขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูก ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วว่านชักมดลูกนี้ก็นับว่าเป็นสมุนไพรไทยที่คนไทยใช้กันมาเนิ่นนานแล้ว เป็นภูมิปัญญาของไทยที่สืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่นจนมาถึงปัจจุบัน เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการแปรรูปว่านชักมดลูกไปทำสมุนไพรในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น และยังสะดวกในการกินรวมถึงทำให้เป็นสากลเหมือนกับยาแผนปัจจุบันอีกด้วย ส่วนข้อควรรู้และข้อควรระวังในว่านชักมดลูกมีดังนี้ ในตำรายาพื้นบ้านได้ระบุว่า 1.ในการต้มยาว่านชักมดลูกนั้นต้องต้มให้ฟองยุบลงจึงจะอาจนำมาใช้ได้โดยหากฟองยังไม่ยุบไม่ควรนำมาใช้อาจทำให้เกิดอาการเบื่อเมา  2.การใช้ว่านชักมดลูกเข้าอู่นั้นสตรีหลังคลอดควรรอให้มีน้ำนมก่อนจึงจะอาจใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล 3.ในการที่จะนำว่านชักมดลูกมาใช้นั้น ควรเก็บว่านชักมดลูกในฤดูแล้ง(ประมาณ พฤศจิกายน – มีนาคม) โดยหากเก็บหลังจากฝนตกแล้วคุณสมบัติของว่านชักมดลูกจะน้อยลง เพราะตัวยาในหัวและแขนงของว่านชักมดลูกจะสะสมได้สูงสุดในช่วงหน้าแล้งหากเลยไปถึงหน้าฝนตาของแขนงจะงอกออกมาเป็นต้นใหม่ทำให้ตัวยาในหัวและแขนงว่านชักมดลูกน้อยลง  4.เมื่อสตรีที่มีร่ายกายไม่ค่อยแข็งแรงใช้ว่านชักมดลูกนั้น อาจมีอาการปวดศีรษะ ตัวร้อน มีไข้ จึงควรหยุดกินสักพักหากหายไข้แล้วสามารถอุปโภคต่อได้โดยลดตัวยาลงด้วย  5.ในสตรีวัยหมดประจำเดือนหลังจากใช้ว่านชักมดลูกแล้วอาจมีประจำเดือนเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ต้องตกใจเพราะมันจะค่อยๆหายไปเอง โดยสามารถใช้ว่านชักมดลูกได้ตามปกติ  6.หากใช้ว่านชักมดลูกแล้วควรงดของที่คาวและมัน เพราะอาจทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลงได้ ส่วนในการค้นพบในปัจจุบันระบุไว้ว่า  1.ไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกในผู้ป่วยที่มีปัญหาท่อน้ำดีอุดตัน เพราะว่านชักมดลูกนี้มีฤทธิ์ไปกระตุ้นทางเดินน้ำดี อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้  2.มีงานศึกษาในกระต่ายว่าว่านชักมดลูกมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด เช่นเดียวกับกระเทียม แปะก๊วย  โกจิเบอร์รี่  จึงไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกร่วมกับยาต้านเกร็ดเลือดจำพวก แอสไพริน  วาร์ปาริน  และยาสลายลิ่มเลือดทุกประเภท ทั้งหมดนี้คือข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูกซึ่งผู้เขียนคิดว่าก่อนจะนำมาใช้ควรต้องรู้เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นการใช้ที่ถูกต้องและปลอดภัย

13

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของตังกุย
กระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และมดลูก    ปกป้องตับ    เเละปกป้องสมองและไขสันหลัง เพิ่มการไหลเวียนของเลือด เเละป้องกันการแข็งตัวของเลือด  กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ต้านเนื้องอกและยับยั้งเซลล์มะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ ลดความกังวล กระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูก  ป้องกันการถูกทำลายโดยรังสี มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน   
มีรายงานจาการ ค้นคว้าพบว่า สารสกัดจากตังกุย จะมี ประโยชน์ทำให้กล้ามเนื้อของมดลูกคลายตัวได้ แต่สำหรับในเชิงเภสัชวิทยาจะเกิดผลใน 2 กรณี คือ
ประการแรก คือเมื่ออยู่ในภาวะตั้งครรภ์ มดลูกจะมีความไวต่อภาวะความกดดันในโพรงมดลูกสูง สารสกัดจากรากตังกุยจะมีผลลดการบีบตัวของมดลูก เเละทำให้การตอบสนองต่อความกดดันในโพรงมดลูกน้อยลง (Decreasing the myometrial sensitivity) และมีผลให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณมดลูกมากขึ้นโดยการขยายหลอดเลือดผลก็คือลดโอกาสในการแท้งบุตรได้
ประการที่สอง คือสำหรับ สตรี ทั่วไปและ ผู้หญิง ภายหลังการคลอดบุตร ตังกุยจะมีผลต่อระบบประจำเดือน คือช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้ปวดประจำเดือน เเล้วมีรายงานว่าในสารสกัดของตังกุย มี ประโยชน์ในการกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกได้ดี (คือเพิ่มการบีบตัวของมดลูก) จึงนิยมใช้ตังกุยเป็นยาช่วยในการขับน้ำคาวปลา และช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น สำหรับการ รักษาอาการหลังหมดประจำเดือน มีการ ลองทำใช้ตังกุยร่วมกับตัวยาอื่นอีก 5 ประเภทพบว่าส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นคือ และอาการร้อนวูบ มึนงง ตาพร่า และอาการไม่สบายในช่องท้องจะลดลงประมาณ 70%
เมื่อให้สารสกัดตังกุยครั้งละ 5 มิลลิตร วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันนาน 1 สัปดาห์ พบว่า อาจช่วยลดอาการปวดประจำเดือน เเล้วช่วยขับประจำเดือน มีฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบของมดลูก ลดความหนืดของเลือดในสตรี และพบว่าเมื่อฉีดสารสกัดน้ำเข้าหลอดเลือดดำในผู้ป่วยจำนวน 40 ราย ในขนาด 240 มิลลิตรต่อคนต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 30 วัน ก็ไม่ผลอาการ ผิดปกติใด ๆ
การศึกษาทางพิษวิทยาของตังกุย
โดยทั่วไปแล้ว ตังกุยก็เช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ คือ ถ้าใช้ใน ปริมาณที่ปกติก็ไม่พบอันตรายอย่างไร แม้ในบางคน ที่ได้รับตังกุยแล้วเกิดอาการ ไม่ปกติ เมื่อหยุดยาอาการดังกล่าวก็มักจะหายไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสียเลยทีเดียว ถ้าร่างกายได้รับสารมาก ส่วนจะมากเท่าใดนั้นคงยากที่จะตอบ แต่จากการ ลองทำในสัตว์ โดยใช้สารสกัดน้ำปริมาณ 0.3-0.9 กรัมต่อน้ำหนักตัว 10 กรัม ฉีดเข้าสู่กระเพาะ จะมีผลให้การเต้นของหัวใจช้าลง ความดันโลหิตลดลง และกดการหายใจ และเมื่อได้รับสารมากขึ้นก็จะแสดงอาการมากขึ้น แต่จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่พบว่ามีผู้ใดได้รับอันตรายร้ายแรง จากการ กินตังกุยเลย
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง
ไม่ควรใช้ใน สตรี มีครรภ์ ผู้ที่มีระบบขับถ่ายไม่ดี ท้องเสียบ่อย ร้อนใน หรือเคยอาเจียนเป็นเลือด และไม่ควร ทานหากมีประจำเดือนมามาก นอกจากจะได้รับคำแนะนำให้ รับประทานจากแพทย์แผนตะวันออกที่มีความรู้ในด้านโภชนาการ
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สรรพคุณของตังกุย

14

สรรพคุณของกำลังเสือโคร่ง
มีกลิ่นหอมคล้ายการบูร  ใช้ต้มน้ำเป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง  เจริญอาหาร ขับลมในลำไส้ บำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง คลายปวดเมื่อยตามร่างกาย  เป็นยาอายุวัฒนะ  ช่วยชำระล้างไตให้สะอาด บำรุงกองธาตุให้เป็นปกติ  แก้อาการท้องร่วง ใช้บำบัดอาการผู้ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับมดลูกของสตรีไม่สมบูรณ์ มดลูกชอกช้ำอักเสบเนื่องจาการกระทบกระเทือน แท้งบุตร  มดลูกไม่แข็งแรงให้หายเป็นปกติ  ช่วยบำรุงเลือด  ช่วยเยียวยาโรคริดสีดวงทวาร  เปลือกต้นมีกลิ่นหอม  ใช้ดมแก้อาการหน้ามืดตาลายได้
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้กำลังเสือโคร่ง
ลำต้น เข้าสูตรยา บำรุงกำลัง (ลั๊วะ)

  • ราก ต้มน้ำดื่มร่วมกับรากโด่ไม่รู้ล้ม (เกดสะดุด) เป็นยาแก้อาการปวดเมื่อย, เปลือกต้น ดองเหล้ากินเป็นยาบำรุงกำลัง(ลั้วะ)
  • เปลือกต้น มีกลิ่นหอม ดมแก้อาการหน้ามืดตาลาย(กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน)
  • เปลือกต้น นำไปตากแห้งผสมกับ ลำต้นฮ่อสะพายควาย ม้า กระทืบโรง จะค่าน ตานเหลือง มะตันขอ ข้าวหลามดง หัว ยาข้าวเย็น แก่นฝาง ไม้มะดูก และโด่ไม่รู้ล้ม ต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง บรรเทาอาการปวดเมื่อย(คนเมือง)
  • เปลือกต้น ถากออกเป็นแผ่นแล้วนำมาเผาไฟ นำผงถ่านที่ได้มาทาบริเวณฟันผุ แก้อาการปวดฟัน(ลั้วะ)
  • เปลือกต้น ถากออกจากลำต้น พอประมาณตามความต้องการ ใส่ภาชนะหรือกาน้ำ ต้มน้ำให้เดือนเคี่ยวไฟอ่อนๆ น้ำสมุนไพรจะเป็นสีแดง (ถ้าปรุงรสให้หอมหวานใช้ชะเอมพอสมควรกับน้ำตาลกรวด)ให้บริโภคขณะน้ำสมุนไพรอุ่นๆ จะมีจำนวนดียิ่งขึ้น
  • ถ้าใช้ดองกับสุรา สีจะแดงเข้ม (ถ้าจะปรุงรสและกลิ่นให้เติมน้ำผึ้ง-โสมตังกุย) สรรพคุณจะแรงขึ้นทวีคูณ ต้นดองกับสุราได้ถึง 3-4 ครั้ง จนกว่าจะหมดสีของสมุนไพร
  • เปลือกต้น ทำให้แห้ง แล้วใช้ดมทำให้เส้นเอ็นแข็งแรง
ฤทธิ์ทางเภสัช ไม่มีข้อมูลการศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาทางพิษวิทยาของกำลังเสือโคร่ง  ไม่มีข้อมูลการค้นพบทางพิษวิทยา
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวังกำลังเสือโคร่ง[/url]  เปลือกต้นที่นำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้นควรเป็นเปลือกต้นที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป[/b]

Tags : สมุนไพรกำลังเสือโคร่ง

15

การศึกษาทางคลินิกของเถาวัลย์
            บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง  การเปรียบเทียบ ประโยชน์ของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงกับยาไดโคลฟีแนค ในการเป็นยา ลดอาการปวดหลังส่วนล่าง พบว่าเมื่อให้ผู้ป่วย รับประทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียงบรรจุแคปซูลขนาด 200 มก. วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน เปรียบเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่ รับประทานยาไดโคลฟีแนคขนาด 25 มิลลิกรัม  วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน ผลพบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงสามารถลดอาการปวดหลังส่วนล่างได้ไม่แตกต่างจากการใช้ยาไดโคลฟีแนค
           กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย   การค้นหาประสิทธิผลของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี เมื่อได้ทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียงทีสกัดด้วย 50% เอทานอล ขนาดวันละ 400 มิลลิกรัม นาน 2 เดือน ไม่พบความผิดปกติของระบบต่างๆของร่างกาย และพบว่าสารสกัดเพิ่มการหลั่งของ IL-2 และ gamma–IFN แสดงว่าสารสกัดมีฤทธิ์เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
             การค้นพบประสิทธิผล และความปลอดภัยของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษาอาการอักเสบจากข้อเข่าเสื่อมนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ร่วมการลองทางคลินิกกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเข้าร่วมโครงการจำนวน 125 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแผนปัจจุบันนาโพรเซน (Naproxen) ขนาด 250 มก.วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียงขนาด 400 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่า ยาแผนปัจจุบันนาโพรเซนและสารสกัดเถาวัลย์เปรียงมีประสิทธิผลและความปลอดภัยไม่แตกต่างกัน และผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้ง 2 กลุ่มมีความพึงพอใจต่อการเยียวยาร้อยละ80การค้นคว้าความปลอดภัยของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสถาบันลองสมุนไกรมวิทยาศาสการแพทย์ได้ศึกษาความปลอดภัยของสสารสกัดเอทานอล 50 % ของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 12 ราย โดยให้อุปโภคแคปซูลสารสกัดขนาด 200 มก./แคปซูล ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และเจาะเลือดทุก 2 สัปดาห์ พบว่าไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ระหว่างอุปโภคสารสกัดเถาวัลย์เปรียง และเมื่อเทียบกับก่อนได้รับสารสกัด  ค่าทางโลหิตวิทยาบางค่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่น ค่าร้อยละของเม็ดเลือดขาวชนิด basophil เพิ่มขึ้น ค่า hemoglobin และค่าร้อยละของ hematocrit ลดลงในบางสัปดาห์
การศึกษาทางพิษวิทยาของเถาวัลย์ 
             สำหรับด้านความเป็นพิษของสารสสกัดเถาวัลย์เปรียงนั้นจากการค้นคว้าสารสกัดเอธานอล 50% โดยป้องให้หนูขาวในขนาดสูงถึงวันละ 600 มก.น้ำหนักตัว 1 กก. ซึ่งเท่ากับ 75 – 100 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน ไม่พบอาการแสดงความเป็นพิษต่ออวัยวะและการทำงานผิดปกติของระบบต่างๆ ของหนูขาวเลย
             การทดสอบพิษเฉียบพลัน  ของสารสกัดลำต้นด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 6,250 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
             มีรายงานการค้นคว้าพิษเรื้อรัง ( 6 เดือน ) ของสารสกัด 50 % เอทานอลของเถาวัลย์เปรียงในหนูขาว 4 กลุ่มๆ ละ 20 ตัว/เพศ  กลุ่มควบคุมได้รับน้ำ 10 มล. / กิโลกรัม / วัน กลุ่มวิจัยได้รับสารสกัดขนาด 6 , 60 และ 600 มิลลิกรัม/ กก. / วัน หรือ เทียบเท่าผงเถาวัลย์เปรียง 0.03 , 0.3 และ 3 กรัม / กิโลกรัม / วัน หรือ 1 , 10 และ 100 เท่าของขนาดใช้ในคนต่อวัน  พบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าทางโลหิตวิทยา  ชีวเคมีของเซรั่ม หรือจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน ที่มีความสัมพันธ์กับขนาดของสารสกัด และไม่พบความผิดปกติใดๆ
 

หน้า: [1] 2 3 ... 6